ถังตกตะกอนน้ำเสีย Waste Water Sedimentation Tank

ถังตกตะกอนน้ำเสีย Waste Water Sedimentation Tank

 ความสำคัญของถังตกตะกอนน้ำเสีย และขั้นตอนการออกแบบ

  ความสำคัญของถังตกตะกอนน้ำเสีย
  1. ลดของแข็งแขวนลอย (SS): ช่วยลดภาระของแข็งที่เข้าสู่หน่วยบำบัดขั้นต่อไป เช่น ระบบกรองหรือระบบชีวภาพ

  2. ลดความขุ่น (Turbidity): ทำให้น้ำใสขึ้น ซึ่งจำเป็นสำหรับขั้นตอนบำบัดถัดไปหรือการปล่อยน้ำทิ้ง

  3. ลด BOD และ COD ทางอ้อม: โดยการกำจัดตะกอนที่มีสารอินทรีย์

  4. เพิ่มประสิทธิภาพระบบบำบัดโดยรวม: หากไม่มีถังตกตะกอนหรือออกแบบไม่ดี จะทำให้ระบบบำบัดส่วนอื่นๆ ทำงานหนักหรือไม่ได้ผล


ขั้นตอนการออกแบบถังตกตะกอน

1. การเก็บข้อมูล

  • ปริมาณน้ำเสีย (m³/day)

  • คุณสมบัติน้ำเสีย เช่น SS, BOD, COD

  • ลักษณะตะกอน เช่น ความหนาแน่น ขนาดอนุภาค อัตราการตกตะกอน

  • พื้นที่ใช้สอยและข้อจำกัดทางกายภาพ

2. กำหนดชนิดของถังตกตะกอน

  • ถังตกตะกอนแบบธรรมดา (Conventional clarifier)

  • Jet clarifier

  • Lamella clarifier

  • Pulsator (for flocculent settling)

3. ออกแบบขนาดถังตกตะกอน

โดยทั่วไปใช้พารามิเตอร์หลักดังนี้:

พารามิเตอร์ค่าแนะนำทั่วไป
พื้นที่ผิวน้ำ (Surface loading rate, SLR) 15–35 m³/m²/day
ความลึกถัง (Depth) 3–4 m
เวลาพักน้ำ (Detention time) 1.5–3 hr
ความเร็วของน้ำ (Overflow rate) < 1 m/hr สำหรับน้ำเสียทั่วไป

4. คำนวณขนาดถัง

ตัวอย่างการคำนวณ:

  • อัตราการไหลน้ำเสีย: 1,000 m³/day

  • SLR ที่เลือก: 25 m³/m²/day
    พื้นที่ผิวน้ำที่ต้องการ = 1,000 / 25 = 40 m²
    ถ้ากำหนดความลึก 3.5 m → ปริมาตรถัง = 40 × 3.5 = 140 m³

5. การออกแบบระบบไหล

  • ระบบป้อนน้ำเข้าแบบกระจายสม่ำเสมอ

  • ระบบเก็บน้ำออกด้านบน (weir) ต้องสม่ำเสมอ

  • ระบบเก็บตะกอนด้านล่าง เช่น Rake mechanism, Hopper bottom

6. พิจารณาเรื่องการบำรุงรักษา

  • มีช่องว่างสำหรับบำรุงรักษา

  • ระบบล้างตะกอนอัตโนมัติหรือตะกอนล้น

  • ออกแบบให้ง่ายต่อการล้างและเดินเครื่อง

 

ถังตกตะกอนน้ำเสียแต่ละชนิด เช่น Pulsator Clarifier, Jet Clarifier, และ Lamella Clarifier มีการใช้งานที่แตกต่างกันตามลักษณะของน้ำเสีย ปริมาณ และข้อจำกัดของพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดสามารถใช้ในระบบบำบัดน้ำเสียได้ โดยเฉพาะในขั้นตอน Primary Sedimentation หรือ Secondary Clarification สำหรับระบบชีวภาพ

 1. Pulsator Clarifier

คุณสมบัติ:

  • เป็นถังตกตะกอนที่ใช้หลักการ “พัลส์” หรือการสั่นคลื่นแรงดันน้ำสร้างการไหลแบบเป็นชั้น (zone settling)

  • มี sludge blanket ด้านล่างที่ช่วยในการดักจับตะกอนละเอียด

  • ใช้พื้นที่น้อยกว่าถังตกตะกอนธรรมดา

การใช้งาน:

  • เหมาะสำหรับน้ำดิบในระบบประปาหรือน้ำเสียที่มี suspended solids สูง

  • มักใช้ร่วมกับการเติมสารเคมี (coagulant/flocculant) เพื่อเร่งการตกตะกอน

วิธีการออกแบบ (หลักๆ):

  1. Flow rate (Q): คำนวณตามปริมาณน้ำเข้า

  2. Surface Loading Rate (SLR): 1–3 m³/m²·hr

  3. Detention Time: ประมาณ 2–3 ชั่วโมง

  4. ความลึก: 4–6 เมตร

  5. ระบบ Pulse: ใช้ถัง chamber แยก ที่มี diaphragm หรือ air pulse ช่วยสร้างแรงกระเพื่อม

  6. Sludge Zone: ด้านล่างต้องมีการออกแบบให้สามารถเก็บและระบายตะกอนได้สะดวก


✅ 2. Jet Clarifier

คุณสมบัติ:

  • ใช้หัวฉีดน้ำความเร็วสูง (Jet Nozzle) ยิงน้ำเสียเข้าถังในแนวหมุนวน เพื่อช่วยให้เกิดแรงเหวี่ยงหนีศูนย์ (centrifugal force)

  • ตะกอนจะตกลงสู่ก้นถังในขณะที่น้ำใสไหลออกทางผิว

การใช้งาน:

  • เหมาะกับระบบที่มีน้ำเสียที่มีตะกอนหนัก และต้องการตกตะกอนเร็ว เช่น โรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท

  • บางระบบใช้ร่วมกับการเติมสารเคมี และมีการปรับ pH

วิธีการออกแบบ:

  1. Inlet Jet Velocity: ประมาณ 1.5–2.5 m/s

  2. HRT: สั้นกว่า clarifier ปกติ (ประมาณ 30–60 นาที)

  3. เส้นผ่านศูนย์กลาง: ประมาณ 5–15 เมตร

  4. Sludge Hopper: ออกแบบก้นถังให้สามารถไหลตะกอนลงมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  5. ต้องมีการควบคุมการหมุนเวียนของน้ำในถังให้เหมาะสม


✅ 3. Lamella Clarifier (หรือ Inclined Plate Settler)

คุณสมบัติ:

  • ใช้แผ่นเอียงหลายชั้น (มักเป็นแผ่น PVC หรือ FRP) เพิ่มพื้นที่ผิวตกตะกอนโดยไม่เพิ่มพื้นที่ฐาน

  • ตะกอนตกลงบนแผ่นแล้วไหลลงด้านล่าง ส่วนที่ใสไหลขึ้นด้านบน

การใช้งาน:

  • ใช้ในระบบที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่

  • นิยมใช้ทั้งในระบบน้ำประปาและระบบบำบัดน้ำเสีย (Pre-treatment/Secondary clarification)

วิธีการออกแบบ:

 

  1. Inclined Plate Angle: 55–60 องศา

  2. Spacing ระหว่างแผ่น: 50–75 มม.

  3. Surface Loading Rate: สูงได้ถึง 5–10 m³/m²·hr

  4. Retention Time: 20–30 นาที

  5. Flow Distribution: ต้องมีการออกแบบระบบให้น้ำไหลกระจายทั่วทั้งถังเท่าๆ กัน

  6. วัสดุ: PVC, FRP หรือ SS316L แล้วแต่สภาพน้ำ

ถังตกตะกอนน้ำเสียแบบปูนและมีใบกวาดตะกอน
 

ถังตกตะกอนน้ำเสียแบบปูนและมีใบกวาดตะกอน เป็นระบบบำบัดเบื้องต้นที่ใช้ในโรงบำบัดน้ำเสียทั้งภาคอุตสาหกรรมและชุมชน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแยกของแข็งออกจากน้ำเสียผ่านกระบวนการตกตะกอน (Sedimentation) และการกวาดตะกอน (Sludge Scraping) ให้สะดวกต่อการสูบหรือกำจัดภายหลัง

องค์ประกอบหลักของถังตกตะกอนแบบปูนที่มีใบกวาด

  1. ถังตกตะกอน (Concrete Sedimentation Tank)

    • ทำจากคอนกรีตเสริมเหล็ก

    • รูปทรงมักเป็นวงกลมหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า

    • มีท่อรับน้ำเข้าสม่ำเสมอ (Inlet)

    • มีท่อรวมน้ำใสด้านบน (Effluent Launder)

  2. ใบกวาดตะกอน (Sludge Scraper)

    • มีลักษณะเป็นใบพัดหรือแขนเหล็กหมุนรอบถัง

    • ใช้มอเตอร์หมุนช้า ๆ (ประมาณ 1 รอบต่อ 20-30 นาที)

    • กวาดตะกอนไปสู่จุดรวมตรงกลาง (สำหรับถังวงกลม) หรือปลายถัง (ถังสี่เหลี่ยม)

  3. Sludge Hopper หรือ Sump

    • จุดรับตะกอนจากใบกวาด เพื่อรอสูบไปกำจัดหรือบำบัดต่อ

  4. ระบบระบายน้ำใส (Effluent System)

    • รางรับน้ำด้านบน มี weir ควบคุมระดับน้ำ


หลักการทำงาน

  1. น้ำเสียไหลเข้าสู่ถังตกตะกอนด้วยความเร็วต่ำ

  2. ของแข็งจะตกลงก้นถังด้วยแรงโน้มถ่วง

  3. ใบกวาดจะหมุนช้า ๆ เพื่อดันตะกอนไปยังจุดรวมกลางถัง

  4. น้ำใสจะไหลล้นออกทางรางรอบบน


แนวทางการออกแบบเบื้องต้น

  • เวลาในการตกตะกอน (Detention Time): 2–3 ชั่วโมง

  • ความเร็วการไหล (Overflow Rate): 15–30 m³/m²·day

  • อัตราการหมุนใบกวาด: 1 รอบ/20–30 นาที

  • ความลึกถัง: 3–5 เมตร

  • วัสดุใบกวาด: เหล็กเคลือบกันสนิม หรือสแตนเลส


ข้อดี

  • แยกตะกอนได้ดีสำหรับของแข็งหยาบหรือฟลอค

  • สามารถควบคุมปริมาณตะกอนสะสมได้ดี

  • มีความคงทน ใช้งานได้นาน

⚠️ ข้อควรระวัง

 

  • ต้องมีระบบควบคุมการสะสมตะกอนอย่างสม่ำเสมอ

  • ต้องบำรุงรักษาระบบใบกวาดและมอเตอร์

  • ไม่เหมาะกับตะกอนขนาดเล็กหรือเบา (ต้องใช้ร่วมกับเคมีช่วยตกตะกอน)

 
Visitors: 40,853